การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐฯ(ตัวชี้วัดที่ 16)

เนื่องจากการปฏิบัติราชการตามคำรับรองปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2550 ได้มีการนำการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ หรือที่เรียกกันย่อๆว่า PMQA(Publice Sector Management Quality Award) แต่ยังคงมีหลายหน่วยงานยังอาจไม่มีความชัดเจนหรือเข้าใจความหมายหรือการดำเนินการต่างๆเพื่อให้เป็นไปตามคำรรับรองการปฏิบัติราชการ ดังนั้น จึงอยากให้แต่ละหน่วยได้ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมทั้งจากเอกสารหรือหนังสือต่างๆ หรือตามเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เป็นต้น แต่เพื่อเป็นการทำความเข้าใจอีกครั้งในเบื้องต้น สามารถดาวน์โหลดเอกสารเพื่อไปศึกษาหรือทำความเข้าใจก่อนได้ (ดาวน์โหลดเอกสาร..คลิกที่นี่)

การปรับกระบวนทัศน์การทำงานของข้าราชการ

กระบวนทัศน์ใหม่ในการปฏิรูประบบราชการไทย

บทนำ

การปฏิรูประบบราชการเป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยให้ความสำคัญ และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะระบบราชการมีปัญหาด้านต่าง ๆ อาทิเช่น ความไม่มีประสิทธิภาพ ระบบตรวจสอบขาดความเป็นอิสระ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นและซับซ้อน ฯลฯ อีกทั้งอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และนาโนเทคโนโลยี ตลอดจนแนวโน้มสำคัญของโลกและเอเชียในอนาคตเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นราชการยุคใหม่ ทั้งนี้การปรับองค์การภาครัฐให้ไปสู่เป้าหมายดังกล่าวนั้นจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีปฏิบัติ (Paradigm Shift) วิธีการให้บริการต่อประชาชน และความรับผิดชอบที่ข้าราชการพึงมีต่อประชาชนและต่อหน่วยงาน ดังนั้นบทความนี้ ผู้เขียนจึงขอเสนอกระบวนทัศน์ใหม่ในการปฏิรูประบบราชการไทย โดยใช้กรอบแนวคิดของการบริหารสมัยใหม่ (New Management) และแนวคิดของ Post-Bureaucratic Paradigm มาประยุกต์ใช้ในระบบราชการไทย ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ความหมายของกระบวนทัศน์ (Paradigm)

คำว่า กระบวนทัศน์ (Paradigm) เป็นคำศัพท์ที่ Thomas S. Kuhn ได้นำเสนอและเผยแพร่เมื่อประมาณต้นปี ค.ศ. 1970 (ตรงกับ พ.ศ. 2513) อีกทั้งจากการประชุมทางวิชาการด้านรัฐศาสตร์ในปี ค.ศ. 1974 และจากการประชุมทางด้านการบริหารรัฐกิจของประเทศ

สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1975 เป็นผลให้นักวิชาการสนใจศึกษาเกี่ยวกับกระบวนทัศน์มากขึ้น[1]

นักวิชาการได้ให้ความหมายของกระบวนทัศน์ไว้หลายความหมาย ดังนี้

Thomas S. Kuhn[2] กล่าวว่า กระบวนทัศน์ หมายถึง ผลสำเร็จทางด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Achievement) ที่นักวิชาการนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมองค์การ นโยบาย โครงสร้าง กระบวนการ เทคโนโลยี และพฤติกรรมการบริหาร

Robert T. Holt & John M. Richardson[3] กล่าวว่า กระบวนทัศน์ หมายถึง แบบแผน หรือกรอบเค้าโครงที่กำหนดรูปแบบและแนวทางการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ (1) แนวความคิดเชิงทฤษฎี (2) ทฤษฎี (3) กฎ (4) ปัญหา (5) ข้อเสนอแนะ

เฉลิมพล ศรีหงษ์[4] กล่าวว่า กระบวนทัศน์ หมายถึง การกำหนดแก่นของปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาในลักษณะภาพรวม ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักวิชาการที่เกี่ยวข้องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และใช้เป็นพื้นฐานร่วมกันในการศึกษาค้นคว้าหาคำตอบ หรืออธิบายรายละเอียดต่อไป

กล่าวโดยสรุปกระบวนทัศน์ หมายถึง ตัวแบบ รูปแบบ กรอบแนวความคิด แนวทางการศึกษาที่ใช้วิธีการทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการศึกษา และแก้ปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการ ณ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

แนวโน้มสำคัญของโลกในอนาคต

John Naisbitt[5] ได้เขียนหนังสือ Megatrends (ค.ศ. 1984) ซึ่งเป็นการทำนายแนวโน้มสำคัญของโลกในอนาคตไว้ 10 ประการ คือ

1. การเปลี่ยนแปลงจากสังคมอุตสาหกรรมไปสู่สังคมสารสนเทศ (Industrial Society to Information Society) ซึ่งคนในสังคมจะต้องใช้ความสามารถทางสมอง (Brain Power) แทนการใช้ความสามารถทางกายภาพ (Physical Power) เป็นผลให้องค์การต้องการแรงงานที่มีความรู้ ความสามารถ สามารถทำงานแบบมืออาชีพ (Professional) อีกทั้งการนำระบบ Electronics มาใช้ในการติดต่อสื่อสารอย่างกว้างขวาง

2. การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีอุตสาหกรรมไปสู่เทคโนโลยีชั้นสูง (Forced Technology to Hightech/High Touch) ตัวอย่างเช่น ความก้าวหน้าทางด้านสื่อสารมวลชน การผลิตรถยนต์ เครื่องบิน ยานอวกาศ และการสื่อสารโทรคมนาคม เป็นต้น

3. การเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจระดับชาติไปสู่เศรษฐกิจระดับโลก (National Economy to World Economy) ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงแนวคิดจาก World Peace ไปสู่ World trade และจาก Gatt ไปสู่ องค์การค้าโลก (World Trade Organization)

4. การเปลี่ยนแปลงจากการวางแผนระยะสั้นไปสู่การวางแผนระยะยาว (Short-range Planning to Long-range Planning) องค์การจะต้องวางแผนเปลี่ยนจากการวางแผนระยะสั้นไปสู่การวางแผนระยะยาว และนำแนวทางการทำงานเชิงรุกมาใช้

5. การเปลี่ยนแปลงจากการรวมศูนย์อำนาจไปสู่การกระจายอำนาจ (Centralization to Decentralization) การบังคับบัญชา การติดต่อสื่อสารเปลี่ยนจากบนลงล่าง (top-down) มาเป็นล่างขึ้นบน (Bottom-up) การติดต่อสื่อสารแบบสองทางและกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น

6. การเปลี่ยนแปลงจากการพึ่งพาสถาบันไปสู่การพึ่งพาตนเอง (Institutional help to self-help) สถาบันต่าง ๆ จะต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น

7. การเปลี่ยนแปลงจากประชาธิปไตยแบบตัวแทนไปสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Representative Democracy to Participative Democracy) เนื่องจากประชาชนมีการศึกษาสูงขึ้น จึงต้องการมีส่วนร่วมตรวจสอบการบริหาร อีกทั้งองค์การของรัฐเปิดโอกาสให้มีการประชาพิจารณ์ (Public Hearing)

8. การเปลี่ยนแปลงจากสายการบังคับบัญชาตามลำดับชั้นไปสู่การทำงานแบบเครือข่าย (Hierarchy to Networking)

9. ศูนย์กลางความเจริญจากตอนเหนือสู่ตอนใต้ (North to South) ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี เคลื่อนย้ายจากตอนเหนือไปสู่ตอนใต้ โดยเฉพาะแถบเอเซียตะวันออกจนถึงแปซิฟิค

10. การเปลี่ยนแปลงจากหนึ่งทางเลือกไปสู่ทางเลือกหลายทาง (Either/or to Multiple option) การนำแนวคิดทางเลือกสาธารณะ (Public Choice) ซึ่งเป็นแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์มาใช้ในการจัดการ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค อีกทั้งการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ตัวอย่างเช่น การใช้เทคโนโลยีชีวภาพ การตัดต่อทางพันธุกรรม (Genetical Modified Organic) การรวมกลุ่มเป็นสมาคม กลุ่มวิชาชีพ การสร้างและรักษาภาพพจน์ขององค์การ ตลอดจนอิทธิพลของสถานการณ์ปัจจุบัน (Current-Outlook) เป็นต้น

จากแนวโน้มสำคัญของโลกในอนาคตดังกล่าว องค์การต่าง ๆ จึงต้องตระหนักและวางแผนในการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เพื่อความอยู่รอดและความยั่งยืนขององค์การ

แนวโน้มสำคัญของเอเชีย

John Naisbitt ได้คาดการณ์แนวโน้มสำคัญของเอเชียตั้งแต่ ค.ศ. 1990 และจากศตวรรษที่ 21-50 ไว้ดังนี้[6]

1. เปลี่ยนแปลงจากระบบชาติเป็นใหญ่ไปสู่ระบบเครือข่ายชนชาติ (From Nation States to Networks) เครือข่ายการค้าของจีนโพ้นทะเลจะมีอิทธิพลต่อเอเชีย

2. เปลี่ยนแปลงจากการส่งออกเป็นตัวนำไปสู่ผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดและผลักดัน (From Exported to Consumer driven)

3. เปลี่ยนแปลงจากอิทธิพลตะวันตกไปสู่เส้นทางของชาวเอเชีย (From Western Influence to the Asian Way) ตั้งแต่ ค.ศ. 1990 การพัฒนาทุกด้านของเอเชียเป็นไปอย่างต่อเนื่อง 2-3 ทศวรรษ จะทำให้เอเชียเปลี่ยนไปสู่ความทันสมัยในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

4. เปลี่ยนแปลงจากรัฐเป็นผู้ขับเคลื่อนไปสู่ตลาดเป็นผู้ขับเคลื่อน (From Government-driven to market-driven) ระบบเศรษฐกิจจะเปลี่ยนเป็นระบบเศรษฐกิจการตลาดในภูมิภาค

5. เปลี่ยนแปลงจากหมู่บ้านชนบทไปสู่การเป็นเมืองใหญ่ (From Villages to Supercities) คนในชนบทจะอพยพเข้าสู่เมืองใหญ่ สังคมก็จะเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่การเป็นสังคมสารสนเทศ

6. เปลี่ยนแปลงการผลิตจากการใช้แรงงานคนไปสู่การใช้เทคโนโลยีชั้นสูง (From Labor-intensive to High technology) การผลิตสินค้าและบริการต่าง ๆ จะทำการผลิตโดยใช้เครื่องจักรอุตสาหกรรม การให้บริการโดยระบบคอมพิวเตอร์

7. เปลี่ยนแปลงจากผู้ชายเป็นใหญ่ไปสู่ผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้น (From Male Dominance to Emergence of Women) จะเห็นได้จากผู้หญิงมีบทบาทเป็นผู้บริหาร และผู้ประกอบการมากขึ้น

8. เปลี่ยนแปลงความสำคัญจากโลกตะวันตกไปสู่โลกตะวันออก (From West to East)

จากการคาดการณ์แนวโน้มสำคัญของโลกและเอเชียในอนาคตของ John Naisbitt ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยีของสังคมโลกและเอเชียเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อกัน เนื่องจากสังคมโลกยุคใหม่เป็นสังคมไร้พรมแดน (Borderless World) ดังนั้นในการบริหารจัดการองค์การต่าง ๆ จึงต้องปรับตัวโดยการนำแนวทางการบริหารสมัยใหม่มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลให้องค์การอยู่รอด อีกทั้งมีความเจริญก้าวหน้าและสามารถแข่งขันกับนานาชาติได้

แนวทางการบริหารสมัยใหม่

เพื่อให้การบริหารจัดการก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคข้อมูลข่าวสาร (Information Age) องค์การต่าง ๆ โดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐควรปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

1. การปฏิรูปการบริหาร[7] (Managerial Reform and Improvement Activity)

สำหรับแนวทางการปฏิรูปการบริหาร ผู้บริหารควรยึดหลักดังนี้[8]

1.1 ไม่ควรปฏิรูปทุกอย่างพร้อมกัน

1.2 มีความพึงพอใจในงานที่ได้ปฏิบัติ ไม่ยึดอุดมคติมากเกินไป

1.3 ไม่ควรปฏิรูปข้ามขั้นตอน

1.4 ควรส่งเสริมบรรยากาศการคิดและสร้างพฤติกรรมใหม่

1.5 หาวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดผลในทางลบ

1.6 ควรขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นด้วย

1.7 ควรเริ่มปฏิรูปจากจุดเล็ก ๆ

1.8 ควรเริ่มปฏิรูปหน่วยงานที่เข้าใจการปฏิรูปก่อน

1.9 รับฟังความคิดเห็นสะท้อนกลับเพื่อนำมาปรับปรุง

1.10 มีการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

1.11 การปรับแผนงานโดยอาศัยหลักยืดหยุ่น

1.12 จัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบการปฏิรูป

2. การนำแนวคิดการจัดการงานสาธารณะแนวใหม่ (New Public Management) มาใช้

แนวคิดสำคัญซึ่งเป็นจุดเน้นของการจัดการภาครัฐแนวใหม่ มีดังนี้[9]

2.1 มุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen Center)

2.2 มุ่งผลสัมฤทธิ์ตามตัวชี้วัด (KPI : Key Performance)

2.3 ภาครัฐจะต้องลดบทบาทลงโดยการจ้างภาคเอกชนดำเนินการแทน (Out Sourcing)

2.4 สรรหาผู้บริหารที่มีสมรรถนะสูงจากบุคคลนอกระบบ (Performance Appraisal)

2.5 เน้นการบริหารแบบมืออาชีพ (Professional)

2.6 การสวมจิตวิญญาณผู้ประกอบการ (Entrepreneur) โดยนำกลไกตลาด เน้นลูกค้า ทำงานเชิงรุก ชอบเสี่ยง แสวงหาโอกาส เจรจาต่อรอง ฯลฯ

2.7 มุ่งการแข่งขันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและการพัฒนา (Competitive to Efficiency and Development)

2.8 มอบอำนาจการใช้ดุลยพินิจและให้อิสระในการจัดการ (Empowerment)

2.9 กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น (Decentralization)

2.10 แปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization)

3. การให้ความสำคัญกับลูกค้า[10] (Customer driven)

4. การนำแนวคิดของ Kaizen[11] ซึ่งเป็นแนวคิดที่เน้นการปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) และค่อยเป็นค่อยไปมาใช้

5. ใช้หลักการบริหารแบบเปรียบเทียบการทำงาน[12] (Benchmarking) ซึ่งเป็นการบริหารที่นำส่วนดีหรือจุดเด่นของหลาย ๆ หน่วยงานมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริการ

6. ใช้หลักการบริหารคุณภาพแบบเบ็ดเสร็จ[13] (Total Quality Management) ซึ่งเป็นการบริหารที่มุ่งเน้นให้ทุกคนในองค์การได้มีส่วนร่วมในการปรับปรุงสินค้าและบริการให้มีคุณภาพสูง

กล่าวโดยสรุป การนำแนวทางการบริหารสมัยใหม่ดังกล่าวมาปรับใช้ให้ประสบความสำเร็จ ย่อมขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำของผู้บริหารระดับสูงสุด อีกทั้งการสื่อสารในองค์การที่มีประสิทธิภาพ ความร่วมมือร่วมใจของบุคลากรทุกคนในองค์การเป็นสำคัญ นอกจากนี้ การนำสิ่งใหม่มาใช้ในองค์การจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจ และดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป จะทำให้บุคลากรยอมรับและให้ความร่วมมือมากกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันทันที

กระบวนทัศน์ใหม่ของการปฏิรูประบบราชการ

คำศัพท์ต่อไปนี้เป็นคำใหม่ที่นำมาใช้ในการปฏิรูประบบราชการ ได้แก่ การให้ความสำคัญกับลูกค้า (Customers) มุ่งเน้นคุณภาพ (Quality) การให้สิ่งที่มีคุณค่า (Value) การจูงใจ (Incentives) นวัตกรรม (Innovation) การมอบอำนาจ (Empowerment) และมีความยืดหยุ่น (Flexibility) อีกทั้งการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น (Deregulation) ตลอดจนการเนรมิตระบบราชการ (Reinventing-Government) เป็นต้น เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ (New Paradigm) ของการปฏิรูปการบริหาร (Government Reform) ในประเทศสหรัฐอเมริกา[14] ดังตารางเปรียบเทียบกระบวนทัศน์ระบบราชการแบบเก่า และกระบวนทัศน์ระบบราชการแบบใหม่[15]

ตารางเปรียบเทียบกระบวนทัศน์ระบบราชการแบบเก่า และกระบวนทัศน์ระบบราชการแบบใหม่

กระบวนทัศน์ระบบราชการแบบเก่า

(Bureaucratic Paradigm)

กระบวนทัศน์ระบบราชการแบบใหม่

(Post-Bureaucratic Paradigm)

1. คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ (Public Interest)

1. ให้ประชาชนได้รับสิ่งที่มีคุณค่า (Results Citizens Value)

2. ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ (Efficiency)

2. ให้ความสำคัญกับคุณภาพและสิ่งที่มีคุณค่า (Quality and value)

3. มุ่งเน้นการบริหารแบบนายสั่ง (Administration)

3. เน้นการเพิ่มผลผลิตหรือมุ่งเน้นงาน (Production)

4. เน้นการควบคุมสั่งการ (Control)

4. การยึดมั่นในปทัสถาน (Winning adherence to norms)

5. กำหนดโครงสร้างอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบไว้อย่างชัดเจน (Specify Functions, Authority and Structure)

5. กำหนดภารกิจที่ชัดเจน ปรับปรุงบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และเน้นผลลัพธ์ (Identify Mission, Services, Customers, And Outcomes)

6. คำนึงถึงต้นทุน (Justify costs)

6. การส่งมอบสิ่งที่มีคุณค่า (Deliver Value)

7. ตระหนักถึงความรับผิดชอบ (Enforce Responsibility)

7. การสร้างระบบตรวจสอบและ เสริมสร้างความสัมพันธ์ในการทำงานที่แข็งแกร่ง (Build Accountability, Strengthen Working Relationship

8. การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และ กระบวนการทำงาน (Follow rules and procedures)

8. สร้างความเข้าใจในปทัสถาน หาวิธีการ แก้ปัญหาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Understand and Apply norms, Identity and Solve Problems, Continuously Improve Processes)

ตาราง (ต่อ)

กระบวนทัศน์ระบบราชการแบบเก่า

(Bureaucratic Paradigm)

กระบวนทัศน์ระบบราชการแบบใหม่

(Post-Bureaucratic Paradigm)

9. การปฏิบัติตามระบบการบริหาร (Operate Administrative)

9. การแยกการบริการออกจากการควบคุม, การสร้างปทัสถาน, การเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า, สร้างความร่วมมือ, การให้สิ่งจูงใจ, การวัดผลงานและวิเคราะห์ผลลัพธ์, การรับฟังผลสะท้อนกลับจากผู้รับบริการ เพื่อปรับปรุงการบริการให้มีคุณภาพสูง (Separate Service From Control, Build Support for Norm, Expand Customer Choice, Encourage Collective Action, Provide Incentives, Measure and Analyze Results, Enrich Feedback)

กล่าวโดยสรุปกระบวนทัศน์ระบบราชการแบบเก่า และกระบวนทัศน์ระบบราชการแบบใหม่ของประเทศสหรัฐอเมริกาทั้ง 9 ประการ ดังกล่าว มีจุดเน้นที่แตกต่างกัน ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า กระบวนทัศน์ระบบราชการแบบใหม่เป็นแนวคิดที่น่าสนใจสามารถนำมาเป็นแนวทางในการปฏิรูประบบราชการไทยได้ นอกจากนี้ ผู้เขียนขอเสนอกระบวนทัศน์ใหม่ในการปฏิรูประบบราชการไทยเพิ่มเติม ดังนี้

1. ด้านการบริหารจัดการ (Management)

1.1 รัฐบาลควรส่งเสริมการปฏิรูประบบราชการอย่างต่อเนื่องและจริงจังโดยกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ

1.2 ควรนำการบริหารเชิงกลยุทธ์มาใช้อย่างกว้างขวาง

1.3 การนำแนวคิดและเทคนิคการบริหารจากภาคเอกชนมาประยุกต์ใช้ เช่น Balanced Scorecard, Re-engineering, Kaizen, Total quality Management ฯลฯ

1.4 การลดอำนาจหน้าที่และขั้นตอนการปฏิบัติราชการ

1.5 นำหลักการบริหารจัดการที่ดี (Good Governance) มาใช้อย่างกว้างขวางและปฏิบัติอย่างจริงจัง

1.6 สนับสนุนให้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการปฏิบัติราชการ

1.7 ให้ความสำคัญกับการควบคุมตรวจสอบขององค์การอิสระตามรัฐธรรมนูญมากขึ้น

1.8 ให้ความสำคัญกับประชาชนในการตรวจสอบการบริหารงานของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

1.9 กำหนดวาระของผู้ดำรงตำแหน่งการบริหาร

1.10 การพัฒนาองค์การเพื่อเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้

2. ด้านการให้บริการประชาชน (Citizen Service)

2.1 คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

2.2 พัฒนาระบบการให้บริการสาธารณะโดยนำระบบ One Stop Service มาใช้อย่างกว้างขวาง

2.3 สนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการสาธารณะมากขึ้น

2.4 ให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและคนยากจนให้ทั่วถึงและเป็นธรรม

2.5 จัดตั้งหน่วยงานกลางอำนวยความสะดวก และให้บริการประชาชน

2.6 รับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อนำไปปรับปรุงการให้บริการให้มีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของประชาชน

2.7 ปรับปรุงสำนักงานให้ทันสมัย สะดวกในการติดต่อ

2.8 นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการปฏิบัติงานและให้บริการ

3. ด้านพฤติกรรมการทำงานของข้าราชการ (Civil Servants)

3.1 ใฝ่รู้ ตื่นตัวในการศึกษาหาความรู้อย่างเสมอ (Alert) โดยเฉพาะความรู้ในด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

3.2 สร้างความเชื่อมั่นในตนเอง (Self-Confidence)

3.3 ยืนหยัดในความถูกต้อง (What’s Right)

3.4 คิดใหญ่ (Big Thinking) และทำให้ได้

3.5 มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Initiatives) ข้าราชการยุคใหม่จะต้องกล้าคิดกล้าทำ กล้าวิพากษ์ และสามารถใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการทำงาน

3.6 จะต้องทำงานเชิงรุก (Proactive)

3.7 ปรับปรุงการทำงานอยู่เสมอ (Continuous Improvement)

บทสรุป

กระบวนทัศน์ใหม่ในการปฏิรูประบบราชการที่ได้นำเสนอดังกล่าว เป็นแนวทางหนึ่งในการนำไปพัฒนาระบบราชการให้ก้าวไปสู่การเป็นราชการยุคใหม่ และพัฒนาไปสู่การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) ต่อไป ทั้งนี้การปฏิรูประบบราชการให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนในสังคม นับตั้งแต่ผู้บริหารระดับประเทศ ผู้บริหารระดับสูง นักวิชาการ ข้าราชการ สื่อมวลชน ภาคเอกชน และประชาชน ที่จะต้องช่วยกันปฏิรูปให้สำเร็จ เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการปฏิรูปภาครัฐที่ว่า “เพื่อให้ประชาชนคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเป็นอยู่ที่ดี และมีความสุข สังคมไทยมีเสถียรภาพ ชาติไทยมีเกียรติภูมิ ได้รับความเชื่อถือ และมีความสามารถสูงในการแข่งขันในเวทีโลก”

เชิงอรรถ

1คณาจารย์ภาควิชาการบริหารรัฐกิจ, การบริหารรัฐกิจเบื้องต้น. (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2542), หน้า 49.

2Thomas S. Kuhn, The Structure of Scientific Revolutions. (Chicago: University of Chicago Press, 1970), p. 10.

3Robert T. Golembieski, Public Administration as a Developing Discipline Part I Perspectives on Past and Present. (New York: Marcel Dekker Inc., 1977), p. 205.

4เฉลิมพล ศรีหงษ์, เอกสารประกอบการบรรยายกระบวนวิชา PS 705 แนวความคิดเชิงทฤษฎีในการบริหารรัฐกิจ. (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์เอกสารทางวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2548), หน้า 51.

5John Naisbitt, Megatrends: Ten New Directions Transforming Our lives. (Uk: Macdonal & Co., 1984), pp. xii-xiii.

6Ibid., p. xiv.

7Hal G. Rainey, Public Management: Recent Developments and Current Prospects. (New Jersey: Chatham House Publishers Inc., 1987), p. 165.

8อุทัย เลาหวิเชียร, รัฐประศาสนศาสตร์: ลักษณะวิชาและมิติต่าง ๆ. (กรุงเทพมหานคร: คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2540), หน้า 373.

9http://www.fisheries.go.th/adminis/pp2.doc ค้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2549.

10Michael Barzelay & Barbak J. Armajani, Breaking Through Bureaucracy: A New Vision for Managing in Government. (California: University of California Press, 1992), p. 8.

11วรัชยา ศิริวัฒน์, เอกสารประกอบการสอนวิชาการบริหารร่วมสมัย. (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์เอกสารทางวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2548), หน้า 28.

12วรัชยา ศิริวัฒน์, เอกสารประกอบการสอนวิชา PS 604 แนวความคิดเชิงทฤษฎีในการบริหารรัฐกิจ. (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์เอกสารทางวิชาการ คณะรัฐศาสตร์, 2549), หน้า 94-96.

13http://www.bized.ac.uk/current/mind/2003-4/100504.htm ค้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2549.

14Michael Barzelay and Babak J. Armajani, The Post-Bureaucratic Paradigm in Historical Perspective. (California: University of California Press, 1992), p. 116.

15Ibid., p. 119.


[1] คณาจารย์ภาควิชาการบริหารรัฐกิจ, การบริหารรัฐกิจเบื้องต้น. (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2542), หน้า 49.

[2]Thomas S. Kuhn, The Structure of Scientific Revolutions.(Chicago: University of Chicago Press, 1970), p. 10.

[3]Robert T. Golembieski, Public Administration as a Developing Discipline Part I Perspectives on Past and Present. (New York: Marcel Dekker Inc., 1977), p. 205.

[4]เฉลิมพล ศรีหงษ์, เอกสารประกอบการบรรยายกระบวนวิชา PS 705 แนวความคิดเชิงทฤษฎีในการบริหารรัฐกิจ. ( กรุงเทพมหานคร: ศูนย์เอกสารทางวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2548), หน้า 51.

[5]John Naisbitt, Megatrends: Ten New Directions Transforming Our lives. (Uk: Macdonal & Co., 1984), pp.xii-xiii.

[6]Ibid., p. xiv.

[7]Hal G. Rainey, Public Management: Recent Developments and Current Prospects. (New Jersey: Chatham House Publishers Inc., 1987), p. 165.

[8]อุทัย เลาหวิเชียร, รัฐประศาสนศาสตร์: ลักษณะวิชาและมิติต่าง ๆ. (กรุงเทพมหานคร: คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2540), หน้า 373.

[9]http://www.fisheries.go.th/adminis/pp2.doc ค้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2549.

[10]Michael Barzelay & Barbak J.Armajani, Breaking Through Bureaucracy: A New Vision for Managing in Government. (California: University of California Press, 1992), p. 8.

[11]วรัชยา ศิริวัฒน์, เอกสารประกอบการสอนวิชาการบริหารร่วมสมัย. (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์เอกสารทางวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2548), หน้า 28.

[12]วรัชยา ศิริวัฒน์, เอกสารประกอบการสอนวิชา PS 604 แนวความคิดเชิงทฤษฎีในการบริหารรัฐกิจ. (กรุงเทพมหานคร : ศูนย์เอกสารทางวิชาการ คณะรัฐศาสตร์, 2549), หน้า 94-96.

[13]http://www.bized.ac.uk/current/mind/2003-4/100504.htm ค้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2549.

[14]Michael Barzelay and Babak J. Armajani, The Post-Bureaucratic Paradigm in Historical Perspective. (California: University of California Press, 1992), p. 116.

[15]Ibid., p. 119.

บันทึกโพสใน กระบวนทัศน์. Leave a Comment »

คู่มือการสอบหลักธรรมาภิบาล(ระดับ ผกก.)

เนื่องจากการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๐ ตัวชี้วัดที่ ๑๓.๒ หน.หน่วยระดับ ผกก.ต้องทำการทดสอบตามแบบการทดสอบของ ตร. โดยมีแนวเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่อง หลักธรรมาภิบาล พรฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.๒๕๔๖ และ คำรับรองการปฏิบัติราชการของ ตร. และอาจจะรวมถึงคำรับรองการปฏิบัติราชการของ บช.ส.ด้วย แต่เพื่อให้ ผกก.ทุกท่านได้มีเนื้อหาในเรื่องดังกล่าวเพื่อทำความเข้าใจในเบื้องต้น จึงได้รวบรวมเนื้อหาไว้ให้ สามารถ ดาวน์โหลด ไปอ่านหรือศึกษาเป็นแนวทางเบื้องต้นก่อน…ดังนี้.

๑. พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Download)

๒.ความเป็นมาของหลักธรรมาภิบาล (Down Load)

๓.คำรับรองการปฏิบัติราชการของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (Down Load)

หากมีข้อเสนอแนะ ความต้องการ ปัญหา หรือสิ่งใดๆที่จะทำให้เป็นการเพิ่มพูนความรู้ทักษะหรือความเข้าใจ โปรดอย่าลังเลที่จะส่งอีเมล์นะครับ korntawat@gmail.com…ขอบคุณครับ

..ความรู้..ต้องแบ่งปัน..เผื่อแผ่..และสนับสนุนกันและกันจึงจะทำใ้ห้ตำรวจไทยก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ…

บันทึกโพสใน คำรับรองฯ. Leave a Comment »

อาวุธชีวภาพแอนแทรกซ์ การก่อการร้ายรูปแบบใหม่

Antrax มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่า “น้ำมันดิน” (Tar) ซึ่งหมายถึง แผลสีดำคล้ายบุหรี่จี้เป็นลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยโรคนี้ พบหลักฐานแสดงว่ามีโรคนี้มีตั้งแต่ครั้งโบราณกาล เช่น บันทึีกของชาวอียิปต์กล่าวถึงโรคนี้ว่า เป็นสิ่งชั่วร้ายอย่างหนึ่ง (Plagres) ที่ทำให้โคและกระบือล้มตายคราวละจำนวนมาก และยังพบบันทึกลักษณะผู้ป่่วยและสัตว์ป่วยไว้เป็นภาษาต่างๆ เช่น ภาษาโรมัน กรีก และฮินดู เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นโรคติดต่อโรคแรกที่มนุษย์ค้นพบได้ว่า มีเชื้อจุลชีพเป็นต้นเหตุ (Lasimir-Joseph Davaline) นักชีววิทยาชาวฝรั่งเศส , ปี พ.ศ.2406

ลักษณะบาดแผลที่เกิดจากการติดเชื้อ แอนแทรกซ์

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

บันทึกโพสใน Uncategorized. 1 ความคิดเห็น »